มอสเฟต ( MOSFET)
มอสเฟตจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ก็คือ ดีพลีชั่น (Depletion) และ เอนฮานซ์เมนต์ (Enhancement) แต่ละประเภท ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบแชนแนล n และ แบบแชนแนล p มอสเฟตประเภท ดีพลีชั่นหรือดีมอสเฟต (D-MOSFET) ทั้ง 2 แบบจะทำงานได้ 2 โหมด คือ โหมดดีพลีชั่น ( Depletion Mode) และ โหมดเอนฮานซ์เมนต์ ( Enhancement Mode) กล่าวคือ ถ้าจ่ายแรงดันลบให้กับดีมอสเฟต แชนแนล n จะทำงานในโหมดดีพลีชั่น แต่ถ้าจ่ายแรงดันบวกจะทำงานในโหมดเอนฮานซ์เมนต์ ส่วนดีมอสเฟตแชนแนล p ก็จะทำงานคล้ายกันเมื่อ ได้รับแรงดันที่มีขั้วตรงข้ามกับแบบแชนแนล n มอสเฟตประเภทเอนฮานซ์เมนต์หรืออีมอสเฟต (E-MOSFET) มีโครงสร้างบางอย่างคล้ายกับมอสเฟตแบบดีพลีชั่น แต่จะทำงานได้เฉพาะโหมดเอนฮานซ์เมนต์เท่านั้น
ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่า FET ใช้ได้หรือไม่
ก่อนอื่นต้องขอบอกให้ผู้อ่านรู้เสียก่อนว่า FET นั้นคืออะไร คำว่า FET นี้ย่อมาจาก Field Effect Transistor เป็น ทรานซิสเตอร์แบบหนึ่ง ใช้หลักการของสนามไฟฟ้าที่ได้จาก gate มาเป็นตัวควบคุมการไหลของกระแสไฟระหว่าง drain และ source คราวนี้มาถึงคำที่ว่า " ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่า FET ใช้ได้หรือไม่ " บางท่านอาจจะตอบได้ทันทีว่า " ก็เอาไป เช็คซิ " ถ้าตอบแบบนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าจะเป็น คำตอบที่ยียวนเกินไป ผู้เขียนมีจุดประสงค์อยากจะให้ผู้อ่านหรือช่าง อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ได้รู้วิธีเช็ค FET ไม่ให้ชำรุดเสียหาย ผู้เขียนรู้ว่าช่าง ส่วนมากจะเช็คทรานซิสเตอร์แบบธรรมดา เป็นทุกคน และก็แน่ใจว่าส่วนมากอีกเช่นกันที่ไม่รู้วิธีเช็ค FET
การเช็ค FET ค่อนข้างจะยุ่งยากกว่าการเช็คทรานซิสเตอร์แบบธรรมดา ก่อนเช็คจะต้องรู้ข้อมูลต่อไปนี้เสียก่อน คือ 1. FET นั้นเป็นแบบใด JFET หรือ MOSFET 2. ถ้าเป็น JFET เป็นแบบ N - Channel หรือ P - Channel 3. ถ้าเป็น MOSFET เป็นแบบ Enhancement หรือ Depletion
ข้อควรระวังเป็นพิเศษก็คือ อย่าพยายามถอดประกอบหรือแตะต้อง FET เว้นแต่ว่า FET นั้นเป็นแบบ JFET หรือ Insulated - gate - Protected MOSFET เพราะถ้าเป็นแบบอื่น นอกจากที่กล่าวมามานี้จะชำรุดเสียหายจากไฟฟ้า สถิตได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่ออากาศแห้ง เช่น ฤดูหนาว แผงวงจรที่มีอุปกรณ์พวกนี้อยู่ จะมีป้ายเตือนติดไว้เสมอ เพื่อให้ผู้ เกี่ยวข้องได้ระมัดระวัง จะมีตัวอักษร " ESD" เขียนบอกไว้ โดยมากจะมีพื้นสีเหลืองตัวอักษรสีดำ โดยเฉพาะ Uninsulated - gate - Protected MOSFET แล้ว จะชำรุดเสียหายทันทีถ้าไม่ระมัดระวังในการจับถือ แต่เมื่อจำเป็นต้องจับถือหรือถอด ประกอบเข้าในวงจรแล้ว ต้องเพิ่มความระมัดระวังดังนี้
1. ก่อนที่จะประกอบลงในวงจรหรือขณะเก็บรักษาไว้หรือยังไม่ได้ใช้ จะต้องทำการลัดวงจรทุกขาให้ถึงกันหมดเสียก่อน ด้วยเหล็กสปริงที่ติดมากับตัว MOSFET จากโรงงานผู้ผลิต หรือด้วยแผ่นโฟมที่เป็นตัวนำก็ได้ ห้ามใช้พลาสติกแบบ ที่ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายเข้ามาใกล้เป็นอันขาด เช่น สารจำพวก Polystyrene
2. ถ้าจะจับ MOSFET ออกจากวงจรด้วยมือแล้ว มือจะต้องสัมผัสอยู่กับศักย์ไฟฟ้าที่เป็นดิน ( ground) ตลอดเวลา ใช้สายโลหะที่เป็นตัวนำ เช่น สายนาฬิการัดข้อมือไว้แล้วต่อสายที่เป็นตัวนำไปคีบกับ ground
3. ปลายหัวแร้งที่ใช้บัดกรีจะต้องต่อลงดินด้วยเสมอ และหัวแร้งควรเป็นชนิดที่ใช้ไฟ DC จะยิ่งดี
ห้ามถอดประกอบ MOSFET เข้าในวงจรขณะมีไฟเลี้ยงอยู่
ต่อไปนี้จะเป็นวิธีการเช็ค JFET และ MOSFET แบบง่ายที่สุด โดยจะเช็คความต้านทานทางตรง ( forward resistance) และความต้านทานในทางกลับ ( reverse resistance) เท่านั้น ก็เพียงพอที่จะรู้ว่า FET นั้นใช้ได้หรือไม่
วิธีเช็ค FET
1. วัดความต้านทานทางตรงของ FET แบบ N - Channel โดยใช้มาตรวัดความต้านทานที่ใช้แบตเตอรี่กำลังดันต่ำ ให้ตั้งระยะไว้ที่ย่าน Rx100 ต่อขั้วบวก (+) ของสายมาตรวัดเข้ากับ gate ขั้วลบ (-) เข้าที่ drain หรือ source ถ้าเป็นแบบ P - Channel ให้ต่อสายมาตรวัดรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว มาตรวัดควรชี้ค่าความต้านทานที่ไม่ต่ำจนเกินไป2. วัดความต้านทานทางกลับของ JFET แบบ N - Channel โดยต่อขั้วลบ (-) ของสายมาตรวัดความต้านทานเข้าที่ gate ขั้วบวก (+) เข้าที่ drain หรือ source มาตรวัดควรชี้ค่าความต้านทานสูงมาก ( แสดงว่าใช้ได้) ถ้าชี้ค่าต่ำเกินไป แสดงว่ารอยต่อในตัว FET รั่วหรือลัดวงจร ( แสดงว่าใช้ไม่ได้) ถ้าเป็นแบบ P - Channel ให้ต่อสาย มาตรวัดตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว
วิธีเช็ค MOSFET
การวัดค่าความต้านทานทางตรงและทางกลับ สามารถทำได้โดยใช้มาตรวัดความต้านทานที่ใช้แบตเตอรี่กำลังดันต่ำ การต่อสานมาตรวัดก็เช่นเดียวกับวิธีเช็ค JFET แต่ต้องใช้ระยะย่าน Rx1000 หรือระยะสูงสุด MOSFET แบบ Insulated - gate - Protected จะมีความต้านทานทางเข้าสูงมาก ฉะนั้นมาตรวัดจะชี้ค่าความต้านทานสูงมาก ทั้งค่าความ ต้านทานทางตรงและทางกลับ (แสดงว่าใช้ได้) ถ้ามาตรวัดชี้ค่าความต้านทานต่ำเกินไป แสดงว่ามีการรั่วของฉนวน ที่กั้นระหว่าง gate กับ drain หรือ source ( แสดงว่าใช้ไม่ได้) จะเห็นว่าไม่ยากเลยที่จะเช็ค FETผู้เขียนหวังเป็นอย่าง มากว่า วิธีเช็ค FET แบบนี้ จะช่วยให้ช่างอิเล็กทรอนิกส์ที่สนใจทุกท่าน นำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น